วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หมากแดง



 หมากแดง 
หมากแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyrtostachys renda Blume วงศ์ Palmae ชื่อสามัญ Sealing-wax palm, Lipstick palm, Raja palm, Maharajah palm ถิ่นกำเนิด ภาคใต้ของไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะแปซิฟิก

ลักษณะทั่วไป ลำต้นขนาด 10-15 ซ.ม. คอยาว 30-50 ซ.ม. ผิวลำต้นเรียบ มีข้อปล้องชัดเจน ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนสีเขียวแก่ ด้านล่างสีเขียวอ่อนมีสีเหลือบเงินเล็กน้อย เป็นมัน ก้านใบและกาบใบสีแดงสด ดอกสีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมรี ผลแก่สีดำ

ตามธรรมชาติหมากแดงขึ้นในป่าดิบชื้น และป่าพรุ แถบภาคใต้ของไทย  หมากแดงจึงชอบแสงรำไร ถ้าถูกแดดโดยตรง สีแดงจะไม่แดงเข้ม และไม่เจริญเติบโต ไม่ชอบแล้ง

หมากแดงลำต้นตั้งตรง ขึ้นเป็นกอ โดยจะแตกต้นลูกออกจากต้นแม่ การขยายพันธุ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ด หรือแยกหน่อ แต่การแยกหน่อออกจากต้นแม่มากๆ ทำให้หมากแดงเติบโตไม่ดีนัก โดยหมากแดงเริ่มมีสีแดงที่กาบใบเมื่ออายุ 3-5 ปี หมากแดงจัดเป็นต้นไม้มีราคา เนื่องจากโตค่อนข้างช้า และมีความสวยงามเป็นพิเศษ

การปลูก ด้วยธรรมชาติของหมากแดงชอบขึ้นอยู่ตามพื้นที่ป่าพรุ ความชื้นสูง จึงต้องทำสภาพพื้นที่ที่จะปลูกให้ใกล้เคียงธรรมชาติ โดยขุดหลุมปลูกขนาด 1x1x0.50 เมตร นำใบไม้แห้งหญ้าแห้งหรืออินทรียวัตถุสลายตัวได้ใส่ลงไปในหลุม เหยียบให้แน่นจนเต็มหลุม รด น้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 1-2 เดือน และรดน้ำสม่ำเสมอเพื่อให้วัสดุปลูกสลายตัว นำต้นพันธุ์หมากแดงลงปลูก โดยใช้มีดกรีดก้นถุง นำต้นพันธุ์วางลงบนวัสดุปลูก ใช้หน้าดินพูนโคนโดยให้ระดับดินเท่าระดับปากถุง ใช้ไม้หลักปักยึดลำต้นให้แน่น หาหญ้าแห้ง ใบไม้แห้งคลุมโคนอีกครั้ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้นให้หาปุ๋ยคอกนำมาใส่รอบๆ โคนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

หรือ ปลูกลงในปล่องบ่อ โดยใช้ปล่องบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซ.ม. วางบนพื้นดินที่ต้องการปลูก แล้วนำหญ้าแห้ง ใบไม้แห้งหรืออินทรียวัตถุที่สลายตัวได้ใส่ให้เต็มปล่องบ่อ เหยียบให้แน่น ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกลงดิน จะได้เห็นหมากแดงเจริญเติบโตสวยงาม

หรือต้องการ ปลูกลงกระถาง ควรใช้กระถางใหญ่ สำหรับวัสดุปลูกก็ใช้หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง นำมาสับแล้วผสมกับดินในอัตราส่วน หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง 60-70% ผสมกับดินร่วน 30-40% ใส่ลงในกระถางจนเต็ม แล้วนำต้นพันธุ์หมากแดงลงปลูก รดน้ำให้ชุ่มเสมอ และหมั่นตรวจสอบระดับดินในกระถาง หากลดลงให้นำหญ้าแห้ง ใบไม้แห้งผสมดินตามอัตราส่วนข้างต้นเติมให้เต็ม

การขยายพันธุ์มี 2 วิธี
 1.การเพาะเมล็ด นำเมล็ดแก่ไปเพาะในกระบะทราย ใช้เวลา 5-6 เดือน เมื่อเมล็ดงอกออกเป็นต้นอ่อนแล้วจึงย้ายไปลงถุงหรือกระถางที่เตรียมไว้
 2.การแยกหน่อ ขนาดของหน่อที่เหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์ให้ได้ต้นใหม่ควรมีความสูงประมาณ 20 นิ้ว ควรเลือกหน่อที่ออกห่างจากพุ่มพอประมาณ ใช้เสียมคมแทงรอบๆ จนขาดออกจากต้นแม่พันธุ์ โดยให้ติดดินและราก อย่าให้ต้นช้ำ ห้ามจับลำต้นหรือดึงยอดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้หัวหรือเนื้อเยื่อเจริญ (ลักษณะเหมือนหัวมะพร้าว) แตกร้าวได้ง่ายและต้นอ่อนจะตายในที่สุด เป็นลักษณะถอดยอด เมื่อแทงโดยรอบจนขาดออกจากต้นแม่พันธุ์แล้ว ใช้มือช้อนอุ้มดินขึ้นมานำไปใส่ถุงดินที่ผสมวัสดุปลูกดังกล่าวเตรียมไว้
      ส่วนใหญ่หมากแดงจะใช้งานด้านภูมิทัศน์ เพราะทรงพุ่มสวย เหมาะที่จะปลูกเป็นจุดเด่นด้านหน้าของอาคารที่ได้รับแสงแดดตอนเช้า 





   **  อันนี้เป็นต้นเดียวที่ผมเพิ่งซื้อมาปลูกคัรบ ซื้อมาต้นใหญ่เลยคัรบ 5555+ อยากให้โตเร็วงัยคัรบ

ความรู้และประสบการณ์ ยังไม่มีเลยนะคัรบ เพราะเพิ่งปลูกคัรบ เดี่ยวหากมีอะไรใหม่จะมาอัพเดตอีกทีนะคัรบ



กุหลาบ


กุหลาบ.....
        ถ้าพูดถึงกุหลาบคงไม่มีใครที่บอกไม่รู้จัก ดอกกุหลาบเป็นตัวแทนแห่งความรัก คนส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น ซึ่งมันก็ใช่นะคัรบ เพราะผมเองหากพูดถึงกุหลาบ ก็ต้องนึกถึงการมอบให้กับคนที่ผม รักและเคารพ  ซึ่งได้มีคนนิยามไว้เยอะแยะมากมาย หลายอย่างทีเดียว บ้างก็ว่า สีนั้นแทนการให้แบบนั้น จำนวนดอกในการมอบก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมก้อไม่มีความรู้ด้านนี้หรอกคัรบ...

พันธ์กุหลาบ
        มาในหัวข้อนี้ ก็มึนกันเลยทีเดียว พันธ์ที่รู้จักกันส่วนใหญ่ ก็จะมีประมาณนี้คัรบ
1. กุหลาบตัดดอกหรือไฮบริดที (Hybrid Tea หรือ HT)
2. กุหลาบพวง หรือ ฟลอริบันด้า ( Foribunda หรือ F.)
3. ประเภทแกรนดิฟลอร่า (Grandiflora หรือ Gr. )
4. กุหลาบ หรือ มินิเอเจอร์ (Miniature หรือ Min.)
5. กุหลาบเลื้อย หรือ ไคลมเบอร์ (Climher หรือ Cl.)
6. ประเภทโพลีแอนท่า (Polyantha หรือ Pol.)
7. ประเภทแรมเบลอร์ (Rambler หรือ R)
8. กุหลาบพุ่ม หรือซรับโรส (Shrub หรือ S.)
       คุ้นหูกันไหมหล่ะคัรบ ไม่คุ้นใช่ไหมหล่ะ เพราะผมก้อไม่คุ้นหรอกคัรบ 5555+  แต่ที่เราคุ้นๆๆกัน ก็คือ กุหลาบตัดดอก ซึ่งมีหลากหลายสีมาก ซึ่งบ้านผมเองนั้นก็ปลูกไว้หลายต้นเหมือนกัน มีหลากหลายพันธ์ด้วยกันคัรบ ตั้งแต่กุหลาบตัดดอก กุหลาบพวง กุหลาบมอญที่มีกลิ่นหอมมากๆๆ (ในรูปอาจมีไม่ครบนะคัรบ)












การเตรียมดินและการปลูก
        ถึงแม้กุหลาบจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่ต่างกันก็ย่อมทำ ให้ การเจริญเติบโตดีเลวต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนปลูกควรเตรียมดินดังนี้
      ในภาคกลางซึ่งมีสภาพดินค่อนข้างเหนียว และค่อนข้างเป็นกรดจัด ระดับนํ้าใต้ดินสูง เกษตรกร
ผู้ปลูกกุหลาบจะนิยมปลูกแบบร่องสวน ซึ่งมีคูนํ้าคั่นกลาง โดยเริ่มเตรียมดินในฤดูแล้ง คือ จะต้องฟันดินและตากดินให้แห้งเพื่อกำ จัดวัชพืช ก่อนในขณะที่ตากดินนี้อาจโรยปูนขาวลงไปด้วยก็ได้ เมื่อดินแห้งดีแล้วจึงกลับหน้าดิน และชักดินในแต่ละแปลงให้มีขอบสูง ตรงกลางเป็นแอ่งเล็กน้อย ขนาด ของแปลงกว้างและยาวตามพื้นที่เดิมที่เคยปลูกผักมาแล้ว การวางระยะห่างของ ต้นที่จะปลูกอาจใช้ระยะ 50 x 50 เซนติเมตร จำ นวนแถวในแต่ละแปลงไม่ควร เกิน 3 แถว เพื่อความสะดวกในการตัดดอกและตัดแต่งกิ่งตรงแถวกลาง
สำ หรับในภาคอื่นที่มีสภาพดินค่อนข้างร่วนหรือดินร่วนปนทราย อาจ ปลูกแบบเจาะหลุมปลูกหรือแยกแปลงปลูกก็ได้ โดยวัดขนาดแปลงปลูกกว้าง 1 .20 เมตร เว้นทางเดิน 1 เมตร ความยาวของแปลงปลูกตามขนาดของพื้นที่และใช้ ระยะปลูก 60 x60 เซนติเมตร ซึ่งจะได้จำ นวนต้นประมาณ 2,000 ต้นต่อไร่ (หรือ ทำ แปลงปลูกกว้าง 1เมตร เว้นทางเดิน 1 เมตร และใช้ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร สำ หรับพันธุ์กุหลาบที่ขนาดของทรงพุ่มไม่แผ่กว้างมากนัก) ก่อนปลูก ควรหว่านปูนขาวและไถพรวนตากดินไว้ให้แห้ง

      กุหลาบสามารถปลูกได้ทั้งในดินที่เป็นกรดหรือด่าง แต่เจริญได้ดีในดิน ที่ค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย
คือมี pH ประมาณ 4.5-6.5 ถ้าดินเป็นกรดมากให้เติม ปูนขาว 60-100 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางวา แต่ถ้า
ดินเป็นด่างก็ใส่กำ มะถันผง 20-50 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางวา เมื่อเตรียมแปลงปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้ขุด
หลุม ปลูกกว้างและลึก 30 x 30 เซนติเมตร (ถ้าเตรียมหลุมปลูกกว้างและลึกกว่านี้ จะ เป็นการดียิ่งขึ้น) จากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยคอก เช่น ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ฯลฯ ประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ ใส่ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือกระดูกป่นเป็นปุ๋ยรองก้นหลุม ๆ ละ 1 กำ มือ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงนำ กิ่งพันธุ์กุหลาบซึ่งอาจจะเป็นกิ่งตอนหรือต้นติดตา ลงไปปลูก กลบดินที่โคนต้นให้กระชับและรดนํ้าให้ชุ่ม
     กิ่งพันธุ์ที่นิยมนำ มาปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้าในปัจจุบัน ได้แก่ กิ่งตัดชำ และกิ่งตอนจะมีเกษตรกร
บางรายที่ปลูกโดยใช้ต้นติดตา แต่มีน้อยราย
     ในส่วนการเตรียมดินปลูกนั้น ที่บ้านปลูกในกระถางเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉนั้นแล้ววัสดุที่ใช้ในการปลูกของผมก็มี เปลือกมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว และดินใบก้ามปูคัรบ ตามอัตราส่วน 2/1/0.5  ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็ปลูกได้แล้วคัรบ

การขยายพันธ์กุหลาบ
1.การตัดชำ
2.การติดตา
3.การตอน
4.เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ(วิธีนี้ก็ทำได้กับพืชทุกชนิดมั้งคัรบ แต่ทั่วไปแล้วคงทำลำบากคัรบ)
     วิธีที่ผมใช้ คือการตัดชำ เพราะว่าทำได้ง่ายมาก เพียงมี ตะกร้าเพาะชำ แกลบเผา พลากติกสำหรับคลุม
     วิธีการตัดชำ ที่นิยมทำ อยู่ทั่วไป คือ เลือกกิ่งกุหลาบที่ไม่แก่และไม่อ่อน จนเกินไปนำ มาตัดเป็นท่อน
ประมาณ 12-15 เซนติเมตร หรือ 1 คืบ รอยตัดต้อง อยู่ใต้ข้อพอดีแล้วตัดใบตรงโคนกิ่งออก จากนั้นเฉือนโคนทิ้ง แล้วจุ่มโคนกิ่งตัดชำ นี้ ในฮอร์โมนเร่งราก เซ่น เซอราดิกส์ เบอร์ 2 (เพื่อช่วยเร่งให้ออกรากเร็วขึ้น)แล้วผึ่งให้แห้งนำ ไปปักชำ ในแปลงพ่นหมอกกลางแจ้ง ถ้าไม่มีแปลงพ่นหมอกก็ใช้เครื่องพ่นนํ้ารดสนามหญ้าก็ได้แล้วให้นํ้าเป็นระยะๆ ตามความจำ เป็นโดยมีหลักว่าอย่าให้ใบกุหลาบแห้ง กิ่งกุหลาบจะออกรากใน12-15 วัน แล้วแต่พันธุ์ การชำ กิ่งนี้ นิยมทำ กันมากในปัจจุบันเพราะได้จำ นวนต้นมากในระยะเวลาสั้น เสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่กิ่งชำ นี้เมื่อนำ ไปปลูกต้นจะโทรมเร็วภายใน 3- 4 ปี ซึ่งกุหลาบพันธุ์สีเหลือง และสีขาวมักจะออกรากยาก
     อีกวิธีคือ  เลือกกิ่งกุหลาบที่ไม่แก่และไม่อ่อน จนเกินไปนำ มาตัดเป็นท่อนประมาณ 12-15 เซนติเมตร หรือ 1 คืบ รอยตัดต้อง อยู่ใต้ข้อพอดีแล้วตัดใบตรงโคนกิ่งออก จากนั้นเฉือนโคนทิ้ง แล้วจุ่มโคนกิ่งตัดชำ นี้ ในฮอร์โมนเร่งราก เซ่น เซอราดิกส์ เบอร์ 2 (เพื่อช่วยเร่งให้ออกรากเร็วขึ้น)แล้วผึ่งให้แห้งนำ ไปปักชำในกระบะเพาะชำ ที่ใส่แกลบเผาอัดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม แล้วก็นำกิ่งไปปักชำ แล้วนำไปไว้ในโรงเรือนเพาะชำที่มีการพรางแสงพอประมาณ เนื่องจากในปัจุบันนี้แสงแดดมีความเข้มของรังสีมากมายเลยทีเดียวคัรบ จากนั้นอีก 12-15 วันโดยประมาณ ก็จะออกรากคัรบ อาจเลี้ยงต่อไปอีก 7 วันเพื่อให้รากแข็งแรง แล้วค่อย้ายลงปลูกในกระถางต่อไปคัรบ


*** หากไม่มีเรือนเพาะชำ ก้อมัดเป็นกะโจมโดยใช้พลาสติกดังรูปด้านบนก็ได้นะคัรบ ก่อนมัดกระโจมต้องรดน้ำให้ชุ่มนะคัรบ แต่อย่าแฉะเกินไปนะคัรบ

การให้น้ำกุหลาบ
     การให้น้ำกุหลาบ นั้น กุหลาบต้องการน้ำมาก แต่ไม่แฉะ น้ำไม่ขังนะคัรบ มีการระบายน้ำดี ที่สำคัญการรดน้ำอย่าพยายามให้โดนใบนะคัรบ และก้อไม่ให้ดินกระเด็นไปโดนใบมากนัก เพราะอาจเป็นการแพร่ระบาดของโรคได้นะครับ

การใส่ปุ๋ย

     ในระยะแรกของการปลูกจะเป็นระยะที่ต้นกุหลาบเจริญเติบโตสร้างใบ และกิ่ง ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตร
ตัวแรกคือไนโตรเจนสูง โดยใส่ทุก 15 หรือ 30 วัน อัตราการใส่ 1 กำ มือต่อต้น ก่อนใส่ปุ๋ยควรมีการพรวน
ดินตื้นๆ อย่าให้กระทบรากมากนัก แล้วโรยปุ๋ยให้รอบๆ ต้นห่างจากโคนต้น 4-6 นิ้ว แล้วแต่ขนาดของทรง
พุ่ม จากนั้นก็รดนํ้าตามให้ซุ่ม (แต่อย่ารดนํ้าจนโชก) เมื่อกุหลาบเริ่มให้ดอก ควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซี่ยมสูงควบคู่กันไป เพื่อเร่งการออกดอกและทำ ให้ก้านดอกแข็งแรง นอกจากนี้อาจจะให้ปุ๋ยทางใบเพิ่มเติมก็จะเป็นการดี ข้อควรระวังในการใส่ปุ๋ย หลังจากปลูกแล้ว คือ ควรโรยปุ๋ยให้กระจายรอบๆ ต้น อย่างสมํ่าเสมออย่าใส่เป็นกระจุกๆ ที่จุดใดจุดหนึ่ง เพราะอาจทำ ให้เกิดความเสียหายต่อต้นกุหลาบได้ เนื่องจากมีความเข้มข้นของปุ๋ยตรงจุดที่ใส่มากเกินไป
     ที่บ้านผมใส่สูตร 25-7-7 ครับ สังเกตุว่ามีตัวแรกที่สูง เพราะมีไนโตรเจนในอัตราที่สูงกว่าตัวอื่นๆๆคัรบ
***สูตรปุ๋ย คือ N-P-K
     N คือ ไนโตเจน บำรุงใบ การเจริญเติบโตของใบ ลำต้น คัรบ
     P คือ ฟอสฟอรัส บำรุงดอก
     K คือ โพแทสเซียม บำรุงผล
     นอกจากนั้นในปุ๋ยสมัยนี้อาจมีสารเติมเต็ม หรือ ธาตุอาหารรองอื่นๆๆ ผสมมาด้วยนะคัรบ ซึ่งผมไม่ขอพูดถึง เดี่ยวผิด 5555+

การตัดแต่งกิ่งกุหลาบ
     การตัดแต่งกิ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน เพราะการตัดแต่งกิ่ง จะช่วยให้กุหลาบแตกยอดอ่อน ซึ่งเป็นที่มาของดอกนั่นเองนะคัรบ
      การตัดแต่งกิ่งกุหลาบสามารถทำ ได้ 2 แบบ คือ
1. การตัดแต่งกิ่งแบบให้เหลือกิ่งไว้กับต้นยาว
2. การตัดแต่งกิ่งแบบให้เเหลือกิ่งไว้กับต้นสั้น

โรคและแมลงศัตรูกุหลาบ
     1. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะอาการเป็นจุดดำ กลมบนใบ ส่วนใหญ่จะเป็นกับใบแก่จะทำ ให้ใบเหลืองและร่วงในเวลาต่อมา บางครั้งถ้าเป็นมากอาจ ลุกลามมาที่กิ่งด้วย ระบาดมากในฤดูฝน ควรป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น ดูปราวิท ไดเทนเอ็ม-45 แคปแทน เบนเสทและเบนโนมิล
     2. โรคราแป้ง เกิดจากเชื้อรา โรคนี้จะเป็นกับยอดอ่อนและ ดอกอ่อน มีลักษณะเป็นปุยขาวคล้าย
แป้งทำ ให้ส่วนของพืชที่เป็นโรคนี้เกิดอาการหงิกงอไม่เจริญเติบโตต่อไป ระบาดมากในฤดูหนาว ควรป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น เบนเสท ดาโคนิล และคาราแทน
     3. โรคหนามดำ เกิดจากเชื้อราโดยเชื้อรานี้จะเข้าทำ ลายแผล ที่เกิดจากรอยตัดหรือเด็ดหนามของ
กิ่งอ่อนแล้วลุกลามไปเรื่อยๆ ตามกิ่งก้าน ทำ ให้กิ่งก้านเหี่ยวแห้งตายไปในที่สุด ควรป้องกันโดยทาแผลจากรอยตัดด้วยปูนแดง
     4. โรคใบจุดสีนํ้าตาลหรือโรคตากบ เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะอาการเป็นจุดกลมสีนํ้าตาลขนาด
1/4 นิ้ว แล้วจะเปลี่ยนเป็นวงกลมสีเทามีขอบสีม่วง-แดง ระบาดมากในฤดูฝน ควรป้องกันโดยใช้สารเคมีเบนเสทไดเทนหรือแบนแซดดี
     5. โรคไวรัส เกิดจากเชื้อไวรัส ลักษณะอาการจะปรากฎให้เห็นที่ใบ โดยใบจะด่างเหลือ เมื่อพบว่า
ต้นกุหลาบเป็นโรคนี้ให้ถอนและเผาทำ ลายเสีย



หนอนและแมลงชนิดต่างๆ
      1. หนอนเจาะดอก เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กซึ่งจะวางไข่อยู่ที่กลีบดอกด้านนอก เมื่อไข่ฟัก
ออกเป็นตัวจะกัดกินดอกและอาศัยอยู่ในดอก ระบาดมากช่วงที่กุหลาบให้ดอกดก หรือในช่วงฤดูหนาว ควรป้องกันโดยใช้สารเคมี ประเภทดูดซึม เช่น ดิลดริน ฟอสดริน
      2. หนอนกินใบ เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืน มักวางไข่อยู่ใต้ใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนก็จะทำ ลาย
ใบที่อาศัย บางชนิดทำ ลายเฉพาะผิวเนื้อใต้ใบทำ ให้ใบมีลักษณะโปร่งใสมองเห็นได้ชัดเจน สารเคมีที่ใช้ได้ผลดีเช่น เอนดริน
     3. หนอนเจาะต้น เป็นหนอนของผึ้งบางชนิดและหนอนของแมลงวันบางชนิด อาจจะเป็นหนอนของ
พวกต่อแตนด้วย หนอนชนิดนี้จะเจาะกินไส้กลาง และบริเวณท่อนํ้าของกิ่งหรือต้น ทำ ให้กิ่งและต้นแห้งตายควรป้องกันกำ จัด โดยการตรวจดูบริเวณรอยต่อระหว่างกิ่งแห้งและกิ่งดี หากพบตัวหนอนก็ทำ ลายเสีย หรือป้องกันโดยการตัดแต่งกิ่งตามกำ หนด
     4. แมลงปีกแข็ง บางทีเรียกด้วงปีกแข็ง มีทั้งชนิดตัวสีดำ และสีนํ้าตาล ขนาดประมาณ 1.5-2
เซนติเมตร ออกหากินในเวลากลางคืนระหว่าง 1-3 ทุ่ม โดยการกัดกินใบกุหลาบ ส่วนในเวลากลางวันจะ
ซ่อนตัวอยู่ตามกอหญ้า ป้องกัน โดยใช้สารเคมี เช่น คลอเดน หรือ เซพวิน
     5. ผึ้งกัดใบ จะกัดกินใบกุหลาบในช่วงเวลากลางวัน สังเกตได้ที่รอยแผลมักจะเป็นรอยเหมือนถูก
เฉือนด้วยมีดคมๆ เป็นรูปโค้งป้องกันได้เช่นเดียวกับแมลงปีกแข็ง
     6. เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูด มีสีนํ้าตาลดำ ตัวอ่อนสีขาวนวลจะดูดกินนํ้าเลี้ยงจากใบและดอก
ทำ ให้ดอกที่ถูกทำ ลายไม่บาน ระบาดมากในฤดูร้อน ป้องกันโดยการฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น โตกุไทออนคลอเดนหรือนิโคตินซัลเฟต

     7. เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงปากดูดมักเกาะกินตามใบอ่อนหรือง่ามใบ ทำ ให้ใบหงิกงอ ควรป้องกันกำ จัด
โดยใช้สารเคมีกำ จัดแต่ต้องผสมสารเคลือบใบลงไป ด้วยเพราะบนตัวเพลี้ยแป้งจะมีขนปุยสีขาวปกคลุม ซึ่งมีลักษณะเป็นมันจับนํ้าได้ยาก
     8. เพลี้ยหอย เป็นแมลงปากดูด มักเกาะทำ ลายโดยดูดนํ้าเลี้ยงจากลำ ต้น จะสังเกตเป็นเป็นจุดสีนํ้า
ตาลอยู่บนกิ่งของกุหลาบ เพลี้ยหอยนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ตัวของมันจะมีเปลือกหุ้มหนาทำ ให้แมลงซึมเข้าถึงตัวได้ยาก ฉะนั้นวิธีกำ จัดที่ได้ผลดีก็คือ ใช้นํ้ามันทาหรือฉีดพ่นเคลือบตัวมันไว้ ทำ ให้เพลี้ยไม่มีทางหายใจ และตายในที่สุด แต่เมื่อเพลี้ยตายแล้วจะไม่หลุดจากลำ ต้นจะยังติดอยู่ที่เดิม
     9. เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงปากดูด ทำ ลายพืชตรงบริเวณส่วนที่เป็นยอดอ่อนและใบอ่อน ทำ ให้ใบเหลืองและร่วงหล่น ควรป้องกันกำ จัดโดยใช้สารเคมี เช่น ฟอสดริน เอนดริน และพาราไธออน เป็นต้น
     10. แมงมุมแดง เป็นแมงชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่แมลง ตัวมีขนาดเล็กมากเห็นเพียงจุดสีแดงอยู่ตามใต้ใบ
โดยจะเกาะและดูดนํ้าเลี้ยงจากใบที่ถูกทำ ลายนั้น ปรากฏเป็นจุดสีเหลืองซึ่งมองเห็นได้บนหลังใบ สำ หรับสารเคมีที่ใช้กำ จัดได้ผลคือ เคลเทน


****สรุป****
     การปลูกกุหลาบนั้น ไม่ได้ยากเลย ตอนแรกๆๆผมก็คิดว่าเราต้องดูแลยากแน่ๆๆ ซึ่งจริงๆๆแล้วก้อยากนะ (555+) แต่ก็คงไม่ยากเกินความสามารถของท่านที่สนใจปลูกเลี้ยงกุหลายอย่างแน่นอน สิ่งที่ต้องโฟกัสเป็นอย่างยิ่งในการปลูกกุหลาบ คือ
1. การให้น้ำ พยายามอย่าให้น้ำมากจนแฉะนะครับ
2. โรคและแมลงเท่าที่ผมพบก้อคือ มีการทำลายของหนอน แมลงปีกแข็งที่เข้าทำลายในตอนกลางคืน อาจต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง มีการพ่นสารเคมีบ้างนะคัรบ
3. แมลงที่พบอีกอยางคือ แมลงที่เจาะลำต้น หรือหนอนเจาะลำต้น จะทำให้ต้นเหี่ยว ไม่เจริญเติบโต หากพบก็ตัดทำลาย เผาทิ้งเลยคับ ไม่ต้องเสียดายนะคัรบ

     ขอขอบคุณทุกเอกสาร และบทความ รวมถึงอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความรู้ผมมาด้วยนะคัรบ


เอกสารอ้างอิง
1. กรมส่งเสริมการเกษตร. 2533. ข้อมูลการผลิตไม้ตัดดอกที่สำ คัญ. งานไม้ดอกไม้ประดับ กลุ่ม
พืชสวน กองส่งเสริมพืชพันธุ์.
2. กรมส่งเสริมการเกษตร. 2533. คู่มือการผลิตไม้ตัดดอก. งานไม้ดอกไม้ประดับ กลุ่มพืชสวน
กองส่งเสริมพืชพันธุ์.
3. กรมส่งเสริมการเกษตร. 2530. คู่มือการผลิตไม้ตัดดอกเพื่อการส่งออก. งานไม้ดอกไม้ประดับ
กลุ่มพืชสวน กองส่งเสริมพืชพันธุ์.
4. กรมส่งเสริมการเกษตร. 2531. รายงานการสัมมนา เรื่อง การผลิตกุหลาบ เพื่อการส่งออก.
งานไม้ดอกไม้ประดับ กลุ่มพืชสวน กองส่งเสริมพืชพันธุ์.
5. คณะกรรมการบริหารกลุ่มผู้ปลูกกุหลาบเชียงใหม่. 2534. คู่มือสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกกุหลาบ
เชียงใหม่.
6. ณัฐยา สามพระยา. ม.ม.ป. คุยกันเรื่องกุหลาบ. สาขาไม้ดอกไม้ประดับ กองพืชสวน กรมวิชาการ
เกษตร.
7. สมเพียร เกษมทรัพย์. 2528. การปลูกไม้ตัดดอก. ฟันนี่พับบลิชชิง กรุงเทพฯ.
8. สมเพียร เกษมทรัพย์. 2532. เทคโนโลยีการผลิตและธุรกิจไม้ตัดดอก. กรุงเทพฯ.
9. สายชล เกตุอุษา. 2531. เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของดอกไม้.ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.